คนที่ออกกำลังกายด้วยการเล่นเวทเทรนนิ่งนั้นมักจะคุ้นเคยกับการออกกำลังกายลดหน้าท้อง หรือออกกำลังกายลดต้นขา แต่จริงๆแล้วเราควรที่จะออกกำลังกายให้ครบทุกส่วนในร่างกาย โดยเฉพะส่วนแขนและหลังซึ่งมักจะถูกละเลยว่าเป็นส่วนที่ไม่ค่อยสำคัญเท่าไหร่ วันนี้เราจึงมีวิธีการง่ายๆในการดูแลส่วนแขนและหลังของคุณให้พร้อมต่อการออกกำลังกายอย่างแข็งแรงและปลอดภัยจากอาการบาดเจ็บไปด้วยกัน

ประโยชน์ของการออกกลังกายแบบเวทเทรนนิ่ง

การเล่นเวทเทรนนิ่งเป็นการออกกำลังกายที่สำคัญต่อทุกคน ไม่ว่าจะเป็นคนทั่วไป เพราะจะช่วยให้บริเวณดังกล่าวกระชับ ไม่หย่อนคล้อยง่ายไปตามแรงโน้มถ่วงของโลก สังเกตว่าโดยปกติแล้วเวลาเราตื่นตอนเช้า หน้าท้องเราจะแบนราบ แต่เมื่อออกไปข้างนอกทำนู่นทำนี่ไปเรื่อยๆ พุงจะเริ่มย้อย หรือว่ากินข้าวมากๆพุงก็ป่อง แต่ข้อแตกต่างสำหรับคนที่เล่นเวทเทรนนิ่ง คือ ออกกำลังกายลดหน้าท้อง จะทำให้บริเวณท้องกระชับ คือแม้จะใช้ชีวิตประจำวัน ท้องก็จะไม่หย่อนคล้อยลง หรือไม่ว่ากินเยอะแค่ไหนท้องก็จะไม่ป่องขึ้นง่ายๆ

สำหรับคนลดน้ำหนักก็จำเป็นเช่นกัน เพราะการเล่นเวทเทรนนิ่งเป็นการเสริมสร้างกล้ามเนื้อ และยิ่งเมื่อเรามีกล้ามเนื้อมากขึ้น ร่างกายของเราก็จำเป็นที่จะต้องเอาพลังงานไปเลี้ยงกล้ามเนื้อมากขึ้น หมายความว่าแค่เรามีกล้ามเนื้อมากขึ้น เราก็จะใช้พลังงานมากขึ้นโดยไม่จำเป็นต้องออกกำลังกายนั่นเอง แต่ถ้าเราออกกำลังกายแบบเผาผลาญอย่างการวิ่งไปด้วย และเล่นเวทเทรนนิ่งไปด้วย เราก็จะเผาผลาญพลังงานได้จำนวนมากกว่าเล่นเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง

และแน่นอนที่สุดสำหรับนักกีฬา เพราะกีฬาแต่ละชนิดก็จำเป็นต้องใช้กล้ามเนื้อแต่ละส่วนแตกต่างกันในการออกแรง ซึ่งโดยการซ้อมปกติอาจจะไม่เพียงพอสำหรับการเสริมสร้างกล้ามเนื้อให้เต็มที่ ดังนั้นนักกีฬาระดับมืออาชีพมักจะแบ่งเวลาซ้อมช่วงหนึ่งออกมาเป็นการเข้ายิมเพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อด้วยเช่นกัน

สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงเมื่อออกกำลังกายส่วนแขนและหลัง

1. ปวดแล้วต้องรีบแล้วซ้ำ จริงหรือ?

คำตอบคือ ไม่จริงอย่างแน่นอน การปวดเป็นสัญญาณหนึ่งของร่างกายว่ากล้ามเนื้อได้รับบาดเจ็บอยู่ หากเราออกกำลังกายบริเวณแขนและหลังจนรู้สึกปวดเมื่อย นั่นก็หมายความว่าเราอาจจะเล่นผิดท่า และกล้ามเนื้ออาจเกิดการอักเสบได้ ดังนั้นแทนที่ปวดแล้วจะซ้ำ จึงควรจะเปลี่ยนเป็นปวดแล้วพักแทน เมื่อหายปวดค่อยกลับไปเล่นใหม่ เพราะหากปวดแล้วซ้ำ อาจเกิดโอกาสที่จะบาดเจ็บในระยะยาวได้เลยทีเดียว

2. นอนดึก นอนไม่พอ อุปสรรคของการออกกำลังกาย

กล้ามเนื้อเติบโตเวลาที่เราพักผ่อน ซึ่งเวลาพักผ่อนที่สำคัญที่สุดของเราก็คือเวลานอนนั่นเอง นักกีฬามือออกกำลังกายลดต้นขาอาชีพจะให้ความสำคัญกับการนอนไม่แพ้กับการออกกำลังและการกินเลย ควรนอนหลับสนิทให้ได้อย่างน้อย 8 ชั่วโมง และทางที่ดีก็ควรจะนอนเร็วๆตั้งแต่หัวค่ำ เพราะถ้าหากว่าเรานอนไม่พอ นอกจากกล้ามเนื้อจะขาดโอกาสในการเติบโตแล้ว จึงทำให้เราไม่มีแรงในการออกกำลังกายอีกด้วย

3. กินน้อยกลัวอ้วน

วิธีลดน้ำหนักที่ถูกต้องคือการออกกำลังกายแบบเผาผลาญไขมัน เช่นการวิ่ง ว่ายน้ำ ควบคู่ไปกับการเล่นเวทเทรนนิ่งให้ครบทุกส่วนของร่างกาย แต่แน่นอนว่าสิ่งที่คนลดน้ำหนักกลัวก็คือความอ้วน ซึ่งพาลจะส่งผลให้ไม่กล้ากินเยอะด้วยเช่นกัน แต่การสร้างกล้ามเนื้อนั้น เรื่องการกินเป็นสิ่งที่สำคัญ ถ้าเรากินโปรตีนไม่พอ หรือได้รับสารอาหารไม่ครบ กล้ามเนื้อก็จะไม่มีอะไรให้ดูดซึมไปเติบโต กลายเป็นว่ายิ่งเล่นยิ่งสุขภาพแย่ ดังนั้น วิธีที่ถูกต้องคือ ควรที่จะกินให้ดี กินให้ถูกต้อง มากกว่าจะกินให้น้อย

4. ไฟแรงไป ระวังไฟไหม้!

สำหรับนักออกกำลังหน้าใหม่ มักจะมาพร้อมกับไฟแรงสูง ทะเยอทะยานสุดพลัง อยากจะยกให้หนัก อยากจะเล่นให้เต็มที่ จะได้กล้ามโตไวๆ จะได้แข็งแรงเร็วๆ ความมุ่งมั่นเป็นสิ่งดี แต่ถ้ามากเกินไปก็อาจส่งผลเสียได้ถึงขั้นทำให้ต้องเลิกเล่น เพราะสำหรับการออกกำลังกายเวทเทรนนิ่งนั้น ต้องรู้จักลิมิตของตัวเอง คือยกประมาณ 12-15 ครั้งแล้วหมดแรงพอดี นั่นคือน้ำหนักที่กำลังพอดี แต่ถ้าเล่นหนักมากเกินไป ก็อาจจะบาดเจ็บหนัก เช่น กล้ามเนื้อฉีกก็เป็นได้

5. ไฟเบาไปก็ไฟดับ

สิ่งที่ตรงข้ามกับคนไฟแรง ก็คือคนที่หย่อนยานมากเกินไป ขาดระเบียบวินัยและความต่อเนื่องในการออกกำลังกาย เพราะการออกกำลังกายนั้นต้องค่อยเป็นค่อยไป แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่เอื่อยเฉื่อยซะจนไม่ได้อะไรเลย บางคนเริ่มต้นไฟแรงได้ประมาณ 2 วัน แล้วก็หมด เลิกทำ ผ่านไป 3 เดือนเริ่มต้นใหม่ แล้ววนแบบนี้ไปเรื่อยๆ รับรองว่าผ่านไปนานเท่าไหร่ก็ไม่มีกล้ามแน่นอน

สำหรับการออกกำลังกายนั้น ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกายลดต้นแขน ออกกำลังกายหลัง ออกกำลังกายลดหน้าท้อง สิ่งที่สำคัญ 2 อย่างก็คือการรู้จักเตรียมตัวหาข้อมูลให้ถูกต้อง เป็นต้นว่า ควรออกกำลังท่าไหน ด้วยอุปกรณ์ไหน ความหนักเท่าไหร่ กินโปรตีนเท่าไหร่ถึงจะพอ ควรจะพักผ่อนมากแค่ไหน และอีกสิ่งก็คือเรื่องของจิตใจ ที่ต้องอยู่บนความเข้าใจถึงความค่อยๆเป็นค่อยๆไป ไม่มีใครที่ออกกำลังกาย 2 เดือนแล้ววิ่งเก่งหรือกล้ามใหญ่ได้ทันที แต่ต้องเดินทางสายกลางที่ไม่ใจร้อนเกินไป และก็ไม่หย่อนยานเกินไปด้วยเช่นกัน