จักรยานเป็นยานพาหนะอีกชนิดหนึ่งที่กำลังเป็นที่นิยมสำหรับคนในเมืองที่ต้องเจอกับความวุ่นวานของถนนและรถที่มีจำนวนมาก เวลาเร่งด่วนหรือช่วงที่รถติดมากๆ จักรยานก็สามารถซอกแซกพาคุณไปถึงที่หมายได้ไวกว่าการนั่งรถเสียอีก การปั่นจักรยานนั้นทำให้ได้ทั้งสุขภาพที่ดีและประหยัดค่าใช้จ่ายง่ายๆ คือคุณสามารถตัดเรื่องค่าน้ำมันไปได้เลย ส่วนมากคนในกรุงเทพจะนิยมใช้มากกว่าคนนอกเมือง เพราะด้วยสภาพแวดล้อมในกรุงเทพเป็นตรอกซอกซอยเล็กๆ อยู่ใกล้ๆ กัน การปั่นจักรยานจึงไม่ใช่ปัญหาสำหรับคนกรุงเทพ บางท่านอาจจะซื้อไว้ปั่นออกกำลังกายหรือบางท่านอาจจะซื้อไว้ปั่นออกมาจ่ายตลาด การเลือกซื้อจักรยานมาใช้งานก็เป็นสิ่งที่สำคัญ ต้องดูว่าเราใช้งานแบบไหน ควรซื้อจักรยานประเภทไหนมาใช้งาน ในวันนี้เรามีวิธีการเลือกซื้อจักรยานมาแนะนำกันจ้า

ประเภทของจักรยาน

จักรยานทั่วไป : หรือเรียกง่ายๆว่ารถจ่ายกับข้าวนั่นเอง รถประเภทนี้จะไม่มีเกียร์ มักจะทำออกมาขายสำเร็จรูปพร้อมอุปกรณ์ประกอบ เช่น บังโคลน ไฟหน้า ขาตั้ง บังโซ่ เบาะซ้อนท้าย รวมไปถึงตะแกรงหรือตะกร้าหน้ารถ รถประเภทนี้มีน้ำหนักมาก ต้องใช้แรงมากในการปั่น แต่ข้อดีคือ ถูก ราคาอยู่ที่ประมาณ 1,500-3,000 บาท หาซื้อได้ทั่วไป และซ่อมได้ง่ายตามร้านที่มีอยู่ทั่วไป

จักรยานแข่ง : หรือเสือหมอบที่เราเห็นนักกีฬาใช้แข่งทั่วไป มีน้ำหนักเบามาก มีเกียร์ตั้งแต่ 5-14 เกียร์ ตัวถังเล็กเพรียวลม ยางรถจะผอมและทนแรงดันได้สูง สามารถสูบยางได้แข็งมาก เพื่อให้รถมีน้ำหนักเบาทำให้ไม่มีการติดขาตั้งหรือบังโคลนใดๆทั้งสิ้น รถประเภทนี้มีราคาแพงมากระดับคันละเป็นแสนบาท ถ้าระดับแข่งขันภายในประเทศจะตกอยู่ที่คันละประมาณ 10,000-30,000 บาท

จักรยานกีฬาและท่องเที่ยว : รถประเภทนี้ก็คือรถจ่ายกับข้าว ที่พัฒนาขึ้นเพื่อให้เหมาะสมกับแต่ละกิจกรรม และให้ถีบเบาแรง โดยมีระบบเกียร์ และลดน้ำหนักรถลง ราคาจะสูงกว่ารถจ่ายกับข้าว โดยแบ่งตามลักษณะได้ดังนี้

จักรยานเสือหมอบ : รูปแบบคล้ายรถประเภทแข่ง แต่คุณภาพของอุปกรณ์จะด้อยกว่า(ขึ้นอยู่กับราคา) ใช้เป็นรถออกกำลังกายได้ดี หรือใช้เป็นรถสำหรับขี่ท่องเที่ยวก็ได้ แต่เหมาะสำหรับขี่บนทางเรียบเท่านั้น ราคาอยู่ที่ 2,500-3,000 บาท

รถท่องเที่ยว : ออกแบบสำหรับการท่องเที่ยวโดยเฉพาะ แต่ก็ใช้ขี่ออกกำลังกายหรือขี่ไปทำงานหรือใช้งานอเนกประสงค์ได้ มักจะมีตะแกรงท้าย สำหรับไว้วางสัมภาระ ปกติจะมีชุดบังโคลนและขาตั้งติดมากับรถ ระบบเกียร์มีให้เลือกตั้งแต่ 10-18 เกียร์

จักรยานเสือภูเขา : เป็นรถที่ถูกออกแบบมาเพื่อขี่ขึ้นลงเขาโดยเฉพาะ มีโครงสร้างที่แข็งแรงมาก ยางล้อใหญ่อ้วน ดอกยางใหญ่และหนา ทำให้เกาะพื้นถนนได้ดีเวลาขี้ขึ้นทางชันๆ ใช้งานได้ทุกพื้นผิวถนน ระบบเกียร์มีให้เลือกตั้งแต่ 10-24 เกียร์ ราคาอยู่ที่ 4,000-50,000 บาท

จักรยานพันทาง : เป็นลูกผสมระหว่างจักรยานท่องเที่ยวกับจักรยานเสือภูเขา คือ ออกแบบให้ใช้งานลุยๆได้เหมือนเสือภูเขา แต่เมื่อขี่บนถนนธรรมดาก็สามารถไปได้เร็ว จะมียางและล้อที่เล็กกว่าเสือภูเขา ใช้แรงปั่นน้อยกว่าเสือภูเขา เรียกรถประเภทนี้ว่า “ซิตี้ไบค์” ก็ได้ หรือ จักรยานเมือง

สิ่งที่ควรรู้ก่อนการเลือกซื้อจักรยาน

งบประมาณ เป็นสิ่งแรกที่ควรให้ความสำคัญ เพราะหากคุณมีงบประมาณที่พร้อมจะจ่ายอย่างชัดเจนแล้ว โดยสามารถบวกลบได้นิดหน่อย ก็จะทำให้การตัดสินใจซื้อง่ายขึ้น

จุดประสงค์ในการใช้งาน – ความต้องการในการใช้งานจะเป็นตัวบ่งบอกประเภทของตัวรถที่จะซื้อ อย่างเช่น จุดประสงค์หลักคือซื้อเพื่อปั่นไปทำงาน ประเภทที่เหมาะสมก็อาจจะเป็นจักรยานพับได้ ทั้งนี้ก็มีปัจจัยร่วมในการตัดสินใจ เช่น สถานที่ทำงานของคุณมีที่จอดจักรยานปลอดภัยหรือไม่ ระยะทางไกลมีจุดเชื่อมต่อขนส่งสาธารณะ อาจจะไกลถึง 20 กิโลเมตรจากที่ทำงาน ตัวเลือกของคุณอาจจะเป็นจักรยานไฮบริด เสือภูเขา ซึ่งรถพวกนี้จะช่วยทุ่นแรงในการปั่นทางไกล

ดูยี่ห้อและรุ่นของรถ – ถ้าเป็นพวกเสือหมอบหรือเสือภูเขา รวมไปถึงซิตี้ไบค์และไฮบริด ส่วนใหญ่แล้วในงบประมาณที่เท่ากันก็จะมีอุปกรณ์ติดรถที่ใกล้เคียงกัน ความสวยงามของแต่ละยี่ห้อก็ขึ้นอยู่กับความชอบของแต่ละคน ดูวัสดุหลักๆที่ใช้ทำเฟรมในปัจจุบันจะมีอยู่ 3 ประเภท

  • โครโมลี เป็นวัสดุที่มีคุณภาพสูงน้ำหนักเบา มีความแข็งแรง ซึ่งดีกว่าวัสดุพวก ไฮเท็น ซึ่งจะมีราคาถูกกว่าความทนทางอาจจะใกล้เคียงกันแต่มีน้ำหนักมากกว่า ข้อดีของ โครโมลี คือหากเกิดความเสียหายยังสามารถซ่อมแซมได้
  • อลูมิเนียม เฟรมประเภทนี้จะมีน้ำหนักเบากว่าโครโมลี ความทนทานใกล้เคียงกัน แต่จะไม่เป็นสนิมเหมือนโครโมลี เป็นวัสดุที่มีความกระด่าง เป็นข้อดีสำหรับจักรยานทางเรียบ รวมถึงการใช้เพื่อไต่เขา เมื่อเกิดความเสียหายไม่สามารถซ่อมได้
  • คาร์บอน ไฟเบอร์ เป็นวัสดุที่เบาที่สุดจากทั้งหมด มีราคาค่อนข้างสูง

การเลือกซื้อ จักรยาน มาไว้ใช้สักคนไม่ใช่เรื่องยากแต่ก็ไม่ง่ายเช่นกัน เพราะอย่างน้อยคุณควรมีข้อมูลต่างๆเกี่ยวกับจักรยานที่คุณอยากได้ และต้องมาดูอีกว่าเหมาะสมกับการใช้งานของคุณหรือไม่ งบประมาณที่ตั้งไว้เพียงพอไหม การเลือกซื้อของมักจะมีปัจจัยหลายๆ อย่างมาเกี่ยวข้อง ซึ่งเมื่อพิจารณาแล้วถือว่าเป็นข้อดี เพราะเมื่อเรามีข้อมูลประกอบการตัดสินใจที่ดี ก็จะทำให้เราได้สิ่งที่เหมาะสมกับเราได้ของดีมีคุณภาพมาไว้ใช้งาน