กาแฟหอมกรุ่น นั้นจัดว่าเป็นเครื่องดื่มสุดโปรดปราณของใครหลายคน เป็นตัวช่วยเพิ่มความสดชื่นในยามเช้า และสำหรับคอกาแฟแล้ว “เครื่องชงกาแฟ” ถือเป็นที่สุดของความปรารถนาเลยนะ เพราะมันสามารถสร้างสรรค์เมนูโปรดได้แบบง้ายง่าย อย่างเมนูเอสเพรสโซสุดเข้มข้น หรือคาปูชิโน่ที่หอมหวานมัน เป็นบาริสต้ามือโปรกันได้เลยล่ะ แน่นอนว่าการเลือกซื้อ ‘เครื่องชงกาแฟสด’ ที่มีหลากหลาย ทั้งแบรนด์ที่ต้องการ ดีไซน์ที่ชื่นชอบ รวมไปถึงประเภทของฟังก์ชั่น อย่างเรื่องของแรงดัน ความร้อน และปริมาณการชงในแต่ละวัน ก็ทำให้เหล่าคอฟฟี่เลิฟเวอร์หลายคนต้องปวดหัวไปตามๆ กัน เพราะไม่รู้ว่าจะเลือกซื้อแบบไหนดี เพราะฉะนั้นวันนี้เราจะพามาดูกันว่า เครื่องชงกาแฟแบบไหน ที่เหมาะกับแต่ละคน

เลือกแบรนด์อะไรดี?

แม้เครื่องชงกาแฟนั้นจะมาจากหลายประเทศ แต่รู้มั้ยแบรนด์ยอดนิยมก็คงหนีไม่พ้น แบรนด์ที่มาจากประเทศอิตาลี รองลงมาก็จะเป็นแบรนด์จาก สหรัฐอเมริกา, สเปน และฝรั่งเศส มีให้เลือกกันเพียบมากมายหลายแบบ ตามความต้องการของเราเลยล่ะ ทั้งเครื่องขนาดเล็กที่ใช้กันในบ้าน ที่ใช้ชงไม่กี่แก้วต่อวัน ไปจนถึงระดับร้านกาแฟที่มีปริมาณในการชงมากหลักร้อยแก้วต่อวัน แล้วเครื่องชงกาแฟ Home use ที่ใช้ตามบ้าน ตอนนี้มีราคาถูกลงมาก โดยเริ่มตั้งแต่ 2,000 ไปจนถึง 30,000 บาท

ส่วนเครื่องชงกาแฟระดับกลางสำหรับร้านกาแฟเล็กๆ แบบหัวชงเดี่ยว ราคาก็จะอยู่ที่ 35,000 ถึง 70,000 บาท และท้ายสุดก็คือระดับ Hi-end ที่เหมาะสำหรับธุรกิจร้านกาแฟสดขนาดใหญ่ มีหัวชงกาแฟแบบหลายหัว  ชงได้ปริมาณมากๆ จะมีราคาตั้งแต่ 70,000 บาท ไปจนถึงหลักหลายแสนเลยทีเดียว

แรงดันของเครื่อง ควรเลือกแบบไหน?

ถ้าพูดถึงหลักการของเครื่องชงกาแฟสด โดยทั่วไปจะมีรูปแบบที่คล้ายๆ กัน โดยใช้แรงดันส่งผ่านน้ำร้อนมาที่หัวชงกาแฟ ซึ่งแรงดันและอุณหภูมิความร้อนของน้ำยิ่งสม่ำเสมอก็ยิ่งได้คุณภาพในการสกัดกาแฟที่เข้มข้นตามไปด้วย และแน่นอนว่าถ้าปริมาณในการชงที่มีความถี่สูง หัวชงแบบเดี่ยวก็คงจะไม่พอแน่ๆ แล้วอีกอย่างผู้ผลิตก็จะใช้เทคโนโลยีที่แตกต่างกันออกไป ยิ่งมีแรงดันสูง คุมอุณหภูมิได้ดี ราคาก็ยิ่งสูงตามได้ด้วย แต่นั่นก็หมายความว่าคุณภาพความเข้มข้นของกาแฟก็มากขึ้นด้วยเช่นกัน

สำหรับกลยุทธ์ที่ผู้ผลิตเครื่องทำกาแฟนำมาล่อตาล่อใจเราก็คงไม่พ้น ดีไซน์ที่เด่นเห็นแล้วต้องว้าว, ระบบควบคุมปรับตั้งระดับน้ำแบบอัตโนมัติ, แรงดันที่สม่ำเสมอ รวมไปถึงหน้าจอแบบดิจิทัล จำไว้เลยว่าอะไรที่ใช้ง่ายและดูดี มักจะถูกนำมาเป็นจุดขาย ยิ่งฟีเจอร์แน่นๆ สะดวกรวดเร็วและฉลาดมากแค่ไหน ราคาก็ยิ่งสูงตามไปด้วยนะ

แต่สำหรับใครที่อยากจะดึงความหอมของกาแฟสดออกจากเมล็ดได้แบบอโรม่า หอมสุดๆ ก็ต้องเน้นที่แรงดันระหว่าง 9 บาร์ ถึง 15 บาร์ ซึ่งเป็นแรงดันที่เหมาะจะสร้างรสชาติที่เข้มข้น กลมกล่อม ไม่ผิดเพี้ยน ทั้งหอมและอร่อยในทุกๆ แก้ว แต่สำหรับคนที่ใจร้อน ก็ต้องใส่ใจกับกำลังวัตต์ของเครื่องชง เพราะตัวเลขยิ่งสูงก็ยิ่งต้มน้ำได้เดือดเร็วมากเท่านั้น

การดูแลรักษา มีผลต่อการเลือกซื้อหรือไม่?

อีกเรื่องที่สำคัญถ้าเราจะมีเครื่องชงกาแฟสักเครื่อง ก็คือ ความง่ายในการทำความสะอาด เพราะเครื่องแต่ละรุ่น ก็จะมีความยากง่ายในการถอดชิ้นส่วนต่างๆ ออกมาทำความสะอาดไม่เท่ากัน ก่อนซื้อก็อาจจะต้องดูเรื่องนี้ด้วย

รวมถึงเรื่องของอะไหล่ เวลาถ้าเกิดต้องซ่อมแซม ทั้งเรื่องของการสต๊อคอะไหล่ ราคาของอะไหล่แต่ละชิ้น แล้วก็ความยากง่ายในการหาอะไหล่มาเปลี่ยนอีกด้วยนะ ฉะนั้นก็ต้องคำนึงถึงก่อนซื้อไม่แพ้กันแน่นอน

บริการหลังการขายก็สำคัญ

สิ่งสำคัญอีกอย่างในการเลือกซื้อเครื่องชงกาแฟ ก็คือ บริการหลังการขาย เพราะเครื่องใช้ไฟฟ้าทุกชนิดล้วนมีอายุการใช้งาน ซึ่งบางรุ่นบางยี่ห้ออาจจะมีราคาถูก แต่บริการนั้นช้าสุดๆ กว่าจะเข้ามา Service ก็หลายวัน แต่บางรุ่นบางยี่ห้อ ที่มีราคาแพงกว่ากลับมีระยะเวลาในการบริการที่รวดเร็ว แก้ไขให้เราได้ทันใจภายในไม่กี่ชั่วโมง แถมมีเครื่องสำรองให้ใช้งานระหว่างรอซ่อมอีกต่างหาก

เมื่อรู้อย่างนี้แล้วการเลือกซื้อ “เครื่องชงกาแฟ” นอกจากเรื่องราคาที่เป็นเรื่องสำคัญของใครหลายคนแล้ว เรายังต้องนึกถึงปริมาณและความถี่ในการชงของเรา ฟังก์ชั่นที่เราต้องการใช้ รวมไปถึงประเภทของธุรกิจด้วยนะ และที่สำคัญ ความหอมของกาแฟสด และรสชาติที่ต้องอร่อยแบบไม่ผิดเพี้ยน ไม่ว่าคุณสมบัติจะล้ำสมัย หรือชาญฉลาดเพียงใด แต่ถ้าเราไม่สามารถดึงประสิทธิภาพของเครื่องชงกาแฟออกมาได้ก็คงจะไม่เกิดประโยชน์ ไม่คุ้มค่าต่อเงินที่ลงทุนไปแน่ๆ หวังว่าสิ่งต่างๆ เหล่านี้ จะช่วยให้เพื่อนๆ เลือกซื้อเครื่องชงกาแฟ มาสร้างเมนูโปรดเป็นบาริต้าไฟแรง ครีเอทเมนูเครื่องดื่มแจ่มๆ ออกมาได้ดี ในแบบที่ต้องการ